แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Slow Trip แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Slow Trip แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ กุยช่าย และโบสถ์เก่า


รสชาติอาหารทีติดปาก ถึงขั้นตายจากก็ยากจะลืมนั้น ทำให้ฉันวกกลับมาเที่ยวที่เมืองพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา อีกครั้ง น้องนุ่งที่ชวนออกทริปด้วยให้โจทย์ว่า "ไปทำบุญกันนะพี่" พอเราให้โพยเขาไปว่าต้องแวะสเตชั่นไหนบ้าง เขาย้อนถามเรามาในทันใดว่า "ทัวร์อร่อยหรือทัวร์ทำบุญกันละเนี่ย"
ฉะเชิงเทราเป็นเมืองใกล้กรุงที่น่าเอ็นดู สะพรั่งด้วยวัดและสมบูรณ์ด้วยอาหารการกิน ที่สำคัญคือมีวัฒนธรรมการกินแบบพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์แสนจะน่ารัก ดูอย่างขนมกุยช่ายเจ๊อิมที่ขึ้นชื่อของเกาะขนุน ตอนที่ฉันกินครั้งแรก อูยยย...ตัวเดียวนุ่มลิ้นลื่นลงคออย่างง่ายดาย รสชาติติดปากตายจากไม่เสียดาย หนึ่งกล่องที่เขาแพ็คขายมี 10 ตัว ขายในราคา 20 บาท มีไส้กุยช่าย ไส้เผือก และไส้หน่อไม้ อร่อยทุกไส้ทุกรส ดูภาพเอาเองนะคะว่าชวนตามติดไปลิ้มชิมรสกันขนาดไหน เอาเป็นว่า หากวันใดคุณอยากออกทริปไปเที่ยวฉะเชิงเทรา ก็ให้ยึดทางหลวงหมายเลข 314 แล้วเกาะถนนหมายเลข 304 ไว้ ฉันอาศัยเส้นทางมอเตอร์เวย์ค่ะ สะดวกดี พอเห็นป้ายฉะเชิงเทราก็เลี้ยวเข้าไปเลย พอถึงสามแยกที่มีป้ายบอกทางเยอะแยะ ถ้าตรงไปคือเข้าตัวเมืองฉะเชิงเทรา แต่เราไม่เข้านะคะ เราจะไปอำเภอพนมสารคามค่ะ จับตาดูคำว่า พนมสารคาม ไว้อย่าให้คลาดสายตา และอย่าได้ถามถึงระยะห่างใกล้ไกล เพราะคนขับไม่ได้จับระยะกิโลไว้ ฉันอาศัยเขานั่งมาด้วยเลยต้องเจียมตัว ไม่โน่นนี่นั่นมากนัก เดี๋ยวเขาจะหย่อนเราลงก่อนได้กินของอรอ่ย
เอาเป็นว่าฉันออกจากบ้าน 9 โมงเช้า ไปถึงโน่นเกือบ 10 โมง ขับช้าๆ สโลว์ไลฟ์สโลว์ทริป ไม่รู้จะรีบร้อนให้หัวใจเต้นอึกทึกไปทำไม สี่แยกแรกที่ถึงคือ สี่แยกคอมเพล็กซ์ ชื่อเดิ้นเป็นฝรั่งเพราะว่ามีห้างเพล็กซ์ๆ อะไรนี่แหละตั้งอยู่ตรงหัวมุมแยกพอดี แยกนี้เราไม่แวะค่ะ ให้พุ่งตรงต่อไปถึง สี่แยกหน้าซึ่งจะเป็นสี่แยกบางคล้า แยกนี้เราไม่วอกแวกอีก ให้พุ่งตรงไป แยกหน้าที่หมายมั่นคือแยกไปอำเภอพนมสารคาม แยกนี้ให้สังเกตโลตัสและตึกที่มีหอไอเฟลอยู่ฝั่งขวามือ ถ้าเลี้ยวซ้ายก็เข้าเมืองไปกินก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ เมืองพนมสารคาม ถ้าเลี้ยวขวาจะได้กินกุยช่ายชื่อดังของตำบลเกาะขนุน ฉันสะกิดคนขับออกคำสั่งเสียงโหยว่าไปซื้อกุยช่ายกลับบ้านก่อนดีกว่า โทรไปที่เบอร์ 038-551-722 / 087-1403693 สั่งเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว ไปถึงก็โฉบรับของกินลัลล้าสบายใจ




ทางไปร้านกุยช่ายเจ๊อิมนั้นไม่ยากค่ะ เลี้ยวขวาตรงสี่แยกที่มีหอไอเฟลเข้าไปประมาณ 4-5 กิโลได้ สังเกตว่าทางถนนจะเป็นสี่เลน พอแล่นๆ ไปลดยวบเหลือสองเลนก็ให้ชะลอรถได้แล้ว จะมีป้ายร้านกุยช่ายเล็กๆ บอกเป็นระยะๆ ให้สังเกตซอยเทศบาล 1 ด้านขวาเป็นซอยเล็กๆ อีกเช่นกัน อย่าได้จินตนาการอะไรใหญ่โต คนเขาอยู่กันแบบพอเพียงพอดีก็สร้างอาหารรสชาติอร่อยติดปากได้ พอเข้าซอยไปปุ๊บก็วิ่งเหยาะๆ ไปสุดซอย บ้านหลังซ้ายมือคือถิ่นกำเนิดกุยช่ายเจ๊อิมดังในรูป เขาตื่นกันตั้งแต่ตีสามตีสี่มานวดแป้งสอดไส้แล้วนึ่งพร้อมจัดลงใส่กล่องให้คนรับประทาน



ได้กุยช่ายมาครองแล้วออกรถได้ ให้เลี้ยวซ้ายเพื่อไปหาซอยออกถนนหลักได้เลยค่ะ จากนั้นก็ตรงดิ่งผ่านสี่แยกเก่าเพื่อมุ่งหน้าไปกินก๋วยเตี๋ยวปากหม้อกันต่อ ร้านที่ฉันปักหลักไปกินประจำอยู่เลยเซเว่นฯ ทางซ้ายมือไปหน่อย สังเกตป้ายทางขวามือ ตรงซอยสุขาภิบาล 4 มีก๋วยเตี๋ยวปากหม้ออร่อยท้าพิสูจน์รอฉันอยู่ตรงนั้น ฉันชอบอุดหนุนก๋วยเตี๋ยวปากหม้อร้านคุณพัฒน์ เพราะชอบอัธยาศัยคู่สามีภรรยาคนทำ ยังหนุ่มสาวกันอยู่เลยนะคะ ตอนไปถึงสิบโมงนิดหน่อย เขาเพิ่งจะตั้งร้านกัน เราก็ยินดีนั่งรอเขาตั้งหม้อน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว
ส่วนคุณอ้อน-ภรรยาก็จัดแจงควัก เอ๊ย..จัดวางไส้ปากหม้อที่มีหลากหลาย พร้อมวางตั้ง วัฒนธรรมการกินก๋วยเตี๋ยวปากหม้ออันเป็นเอกลักษณ์พื้นถิ่นของเมืองนี้ก็เริ่มขึ้นในไม่ช้าไม่นาน บอกแล้วไงคะว่าไม่รีบ

ฉันเคยถามจากคุณอ้อนว่า ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อมีความเป็นมายังไง เธอก็เล่าว่าเกิดมาก็เห็นแล้ว ปากหม้อหรือก๋วยเตี๋ยวไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อนกัน แต่การหย่อนปากหม้อปาดสดๆ จากหม้อลงชามก๋วยเตี๋ยว คนกินคนทำมีส่วนร่วมในการกิน คนทำหย่อนปากหม้อลงชามที่มีน้ำซุป ในหม้อน้ำซุปมีตีนไก่ ซี่โครงหมู เลือดหมู ลูกชิ้น จะกินไรก็ออเดอร์เขาไป พอได้น้ำซุปที่มีของเคียงดังกล่าวที่พึงใจ ทีนี้ก็หันไปสั่งคนทำปากหม้อว่าต้องการไส้อะไรบ้าง เดี๋ยวเขาก็จะจดจำไส้ต่างๆ ค่อยๆ ปาดแป้งสุดจากปากหม้อพร้อมไส้มาหย่อนลงชามให้
เรากินทีละตัวๆๆๆ คิดดูสิคะ การนั่งล้อมวงกินก๋วยเตี๋ยวปากหม้อที่มีคนทำนั่งเด่นเป็นนางเอกตรงกลาง คอยจดจำไส้ปากหม้อที่คนสั่งแล้วค่อยๆ ปาดลงชามนู้นทีชามนี้นี้ ช่างเป็นวัฒนธรรมการกินที่น่ารักอย่าบอกใคร ฉันเคยเห็นเมืองกรุงเอาวัฒนธรรมการกินนี้มาเปิดกิจการทำมาค้าขาย แป๊บเดียว เอ๊า..หายวับไปแล้ว เลยคิดเองออเองว่า วัฒนธรรมละเมียดปากหม้อที่หย่อนลงในชามก๋วยเตี๋ยวคงไม่ถูกจริตคนกรุงในเมืองหลวงที่ใช้ชีวิตเร่งด่วน ในเมื่อซ้ายหันขวาหันมีตัวเลือกในเรื่องอาหารการกินตั้งเยอะ ช้าๆ ปาดปากหม้อลงชาม คงไม่ได้เงินงามๆ มาครองชีพแบบรวยเร็วในพริบตาได้ ดังนั้นก็เลิกดีกว่า

อิ่มท้องแล้วก็ไปเดินย่อยกันที่ตลาดน้ำบางคล้ากันต่อนะคะ ขับรถตรงไปเลย ไม่ต้องวกกลับทางเดิม พุ่งตรงไปเรื่อยๆ ชมวิวนาข้าวเขียวครึ้มสักแป๊บก็จะถึงตลาดน้ำบางคล้า เดินเล่นเพลินใจปุ๊บแป๊บเสร็จก็ถึงเวลาทำบุญกันซะที วัดที่จับยามสามตาเสี่ยงไปกันเป็นวัดที่สงบเงียบ รื่นรมย์ในวิถีของวัดพัฒนา วัดเสม็ด อยู่ตรงสี่แยกบางคล้า บนถนนสายหลัก หาไม่ยากค่ะ เส้นทางถนนขาไปทำให้เราคุ้นดีอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวหลง เราเจอวัดนี้ขากลับเข้ากรุง พอเจอสี่แยกบางคล้าปั๊บก็เลี้ยวซ้าย เข้าไปอีกนิดก็ถึงแล้ว ไปกราบไหว้พระสิวลี และเดินเข้าไปชมโบสถ์ร้อยกว่าปี ความอิ่มท้องที่ได้ยังไม่เท่ากับอิ่มทิพย์จากความร่มเย็นในรั้วธรรม ใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยมาประคับประคองดูแลโบสถ์ล้ำค่าแห่งนี้กันด้วยนะคะ อย่าให้สูญหาย วัฒนธรรมอันเป็นมรดกตก ทอดที่สวยงาม ควรอยู่อย่างจีรังยั่งยืนคู่บ้านคู่เมืองนี้สืบไปค่ะ





จบจากการปาดปากหม้อช้าๆ ขากลับเราก็ปาดไปกินขนมโก๋อ่อนรสกลมกล่อมที่ ตั้งเซ่งจั้ว ระหว่างทางขากลับ ก็ทำให้ Slow Trip ครั้งนี้ก็สมบูรณ์ เพราะได้อิ่มทั้ง Slow Food และสุขในการใช้ชีวิตแบบ Slow Life ที่เราได้หย่อนตัวหย่อนใจให้ละเมียดกับสิ่งที่เราสัมผัสอยู่ข้างหน้า ณ ขณะนั้น


ขอบคุณแรงสนับสนุนจากครูเจี๊ยบ - สุธีรา จำลองศุภลักษณ์ มอบภาพงามๆ มาให้แปะนะคะ ส่วนภาพมัวๆ สู้เขาไม่ได้ คือฝีมือฉันเอง

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ตลาดเก่าอ่างศิลา old days...old friend

The missing piece
ใครจะคิดว่าเราจะเวียนวกกลับมาเจอกันอีก ทั้งๆ ที่เวลาก็หมุนผ่านไปเรื่อย ย้อนรอยกลับไปนับ อู้หู...เป็นเวลา 20 ปีเชียวนา เหมือน The missing piece ที่หายไป กลับมาเจอกันคราวนี้ ฉันใช้ชีวิตสโลว์ดาวน์แล้ว เธอซึ่งนิ่งเนิบดูสโลว์มาแต่ไหนแต่ไร ก็ยังคงคิดอ่านอย่างคนสุขุม มีเหตุนำ มีผลตาม ตอบโจทย์ไม่มีมั่ว จะผิดกับวันก่อนก็ตรงที่หน้าที่การงานของเธอนั้นแบกภาระล้นเหลือ (แต่ไม่เกินกำลังเธอคนนี้หรอกนะคะ) เธอที่ว่าคือครูเจี๊ยบ... ครูใหญ่แห่งชมรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพื่อผู้สูงวัย (OPPY by Loxley)

ฉันยังจำรอยยิ้มใสๆ ติดจะขี้อายในวันก่อนของเธอได้ วันนี้ยิ้มใสกลายเป็นยิ้มแปล้สะท้อนความจริงใจอย่างออกนอกหน้า คนขี้อายไม่มีอีกแล้ว อย่าให้เธอจับไมค์ยืนอยู่หน้าชั้นเชียว เป็นได้สวมวิญญาณครูผู้ให้ความรู้ได้ตลอดเวลา ถามอะไรเธอออกไปเถอะ เธอลากคำตอบมาคลายใจให้ได้โม้ดดด และก็คลิกคำว่าslow life ได้อย่างง่ายดายไม่ต้องถกกันยาว ดังนั้น The missing piece ชิ้นนี้ เอ๊ย..คนนี้ ก็เลยกลายมาเป็นครูผู้ให้ มาเติมเต็มการสานต่อแนวคิดการใช้ชีวิตเนิบช้าที่เต็มไปด้วยสติ มีวินัย เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีรอบด้าน โดยการเปิดหน้าเฟซบุ๊คและเว็บบล็อค จนกำเนิดเป็น slow life club ผ่านสื่อออนไลน์ขึ้นมา

ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่พอดี ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ง่ายๆ ธรรมดาและเป็นธรรมชาติ...
ทำไมคนเราถึงได้อยากสัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติกันนัก ถามไถ่กันไปมาฉันก็ได้คำตอบกับตัวเองว่า ก็เพราะธรรมชาติทำให้จิตใจเราสงบ ความธรรมดาทำให้ใจเราไม่คิดเคร่งเครียด และความเรียบง่ายก็ทำให้เราทำตัวตามสบายได้โดยมิต้องผ่านการเฟคแต่งแต้มให้สังคมตอบว่าสอบผ่าน

ดูอย่างตลาดเก่า ตลาดโบราณ หรือตลาดน้ำแต่ละแห่งสิคะ ทำไมมันบูมตูมตามได้ไม่หยุดหย่อน เพราะจุดขายเขาคือเสน่ห์งดงามของวันวาน ความจริงใจใสซื่อ ความเป็นธรรมชาติที่เรียบง่าย นี่คือสิ่งอินเทรนด์ที่คนเมืองโหยหา สังคมคนเมืองมันหมุนเร็วพัฒนาไว ต้องคิด ต้องแข่ง ต้องแย่ง ต้องชิง ต้องเร็ว ต้องรีบ ต้องลัด ต้องเร่ง วุ้ย......ต้องอย่างโง้นต้องอย่างงี้ เล่นเอาคนเมืองหลายคนโดนโรคเครียดรุมเร้า เครียดหนักเมื่อไหร่ก็เป็นอันต้องวิ่งเข้าหาธรรมชาติให้ช่วยบำบัด



ชีวิตที่ไม่ฝืน และเป็นอยู่แบบใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด คือชีวิตที่ห่างไกลโรคภัยรุมเร้า
ดูอย่างภาพซื่อๆ ที่เกิดขึ้นในตลาดเก่าอ่างศิลากว่าร้อยปีแห่งนี้ เขาคิดจะขายกางเกงชาวเลสีสันแป๊ดๆ สุดจะคัลเลอร์ฟูลก็แขวนขายโท่งๆ ประชันหน้ากับครกของดังเมืองอ่างศิลาด้วยใครจะทำไม พืชผักริมรั้วในตะกร้าเปิดหน้าบ้านอ้าซ่าให้คนเลือกซื้อไปปรุงกิน วันนี้ไม่เดินซูเปอร์ฯ ซักวัน พืชผักไม่ซ้ำหน้าเหล่านี้แหละ จะช่วยให้สุขภาพได้สารอาหารที่ไม่จำเจ

ปลาจวดที่เขาพูดทักคนออกแนวติดลบ อ๋อ..หน้าตามันแหลมๆ งอๆ ไร้อารมณ์อย่างนี้นี่เอง กล้วยทอดรองใบตองใส่ถุงกระดาษห่อขายพออิ่ม ข้าวแต๋นเอาไปแช่น้ำแตงโมให้ออกเป็นสีชมพูแล้วลงทอด พอสะเด็ดน้ำมันแล้วราดน้ำเชื่อม ใครไม่ชอบหวานมากบอกคนขายได้เลยค่ะ เขาเต็มใจราดให้ตามใจคนกิน ลูกชุบลูกเบ้อเห้งปั้นเป็นลูกไหน ช่อองุ่น สารพัดผลไม้ คุณลุงคนขายครีเอทปั้นได้งดงามดึงดูดใจคนมายืนออขอซื้อหมดกระบะแต่หัววัน

เดินไปเรื่อยๆ ก็ไปเจ๊อะกับผัดหมี่สีบ้านๆ แม่ค้าตักจ้วงให้แน่นเปรี้ยะเต็มถุงขายราคา 30 บาท อู๊วววว...อิ่มท้องทั้งครอบครัว ห่อหมกห่อละ 10 บาท อย่าคิดว่าเปิดข้างในแล้วจะเจอห่อๆ หมกๆ ซุกไว้จิ๊ดเดียว โทษทีค่ะ ไซส์ปกติเหมือนห่อหมกคนเมือง แล้ว ยังอร่อยไม่แพ้กันอีกด้วยยยย

one day trip ที่อ่างศิลา ถือเป็น slow life in slow city อย่างแท้จริง
พ่อค้าแม่ขายต่างนำสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ ถนัดและชำนาญ นำต้นทุนที่ตัวเองมีมาสร้างงานสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ไม่ต้องมีการตลาดมาช่วยก่อกระแสให้ดังโครมคราม แต่ของดีที่ออกมาจากใจจริงๆ อย่างที่เป็นอยู่นี้ จะอยู่ได้นาน พูดกันปากต่อปาก นับเป็นการตลาดที่กระเพื่อมแรงโดยแท้

เพราะของแท้แน่จริง ยังไงก็ไม่มีวันล้มหายตายจากกันไปง่ายๆ หรอกค่ะ คุณว่างั้นมั้ย