แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ concious (สติ) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ concious (สติ) แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สติ 'รำลึก'


วิธีที่ทำให้ผู้คนฉุกใจคิด ระลึกถึงสติ เห็นพลังความสำคัญของสติ และนำสติมาเจริญตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว มีตั้งหลายอย่าง แต่ที่หลายๆ คนเข้าใจตรงกัน คือภาพของการนั่งสมาธิ นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ตรงมุมสงบในวัดใดวัดหนึ่ง เมื่อความสงบเกิด สมาธิมา สติก็จะตั้งมั่น เป็นสูตรสมการสร้างเสริมสติที่เราต่างคุ้นเคยกันดี

'สติ' ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ตามมุมวัด หรือพร้อมที่จะมีพลังแรงกล้าเมื่อเข้าเขตรั้ววัดแค่นั้นหรอกนะคะ มันมีพลัง และตั้งมั่นอยู่ในใจเราได้อย่างเข้มแข็งก็ต่อเมื่อจิตของเราสงบนิ่ง ไม่ปรุงแต่งอารมณ์ให้ฟุ้งไปเรื่อย มีหลายคนที่นานๆ ทีถึงจะเยื้องกรายเข้าวัด แต่สามารถนำทางชีวิตให้ผ่านพ้นอุปสรรคหรือปัญหารายวันไปได้โดยมีธงชัยแห่งความสำเร็จโบกมือหยอยๆ รอทักทายอยู่ข้างหน้า นั่นก็เพราะว่าเขาได้ใช้ปัญญานำร่องเบิกทางก้าวเดินไปถึงจุดหมาย...แล้วปัญญาเกิดจากอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่สูตรสมการที่คล้องทางธรรมดังกล่าวข้างต้น

ฉันเองมีชีวิตที่ใกล้ชิดวัดมาแต่ไหนแต่ไร แรกๆ ที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนก็เข้าวัดทำบุญ นั่งพับเพียบพนมมือต่อหน้าองค์พระประธาน พูดจ้ออธิษฐานขอโน่นนี่ท่านไปเรื่อย หารู้ไม่ว่าไร้ผล เพราะกายชิดธรรมจริง แต่ใจนั้นห่างไกลโลด อยู่ในวัดสงบได้สักเดี๋ยว พอออกนอกรั้ววัดได้แป๊บเดียว อ้าว..สติฟุ้งกระเจิงเหมือนเดิมอีกแล้ว จนกระทั่งได้ค่อยๆ เรียนรู้จักการปลด ปลง ละ วางความเป็นตัวกูของกูลง ไม่ปรุงแต่งความคิดให้มากสีสันตามอารมณ์คิดฟุ้ง

เพียรฝึกตนและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมทั้งฝึกการคิดอ่าน คือยังไงก็คิดบวกไว้ก่อน ทำอยู่พักใหญ่ วันนี้จึงได้เข้าใจว่าที่เขาบอกว่า "มีสติอยู่กับตัวจะไปกลัวอะไร" ประโยคนี้ไม่ใช่คำพูดที่ระลึกได้เมื่อกลัวผี หรือกลัวสิ่งที่ชวนกลัวๆ ทั้งหลาย แต่สติอยู่กับตัวจะช่วยทำให้เราเกิดความยั้งคิด คิดรอบ คิดลึก แล้วปัญญาก็จะปิ๊งใส พร้อมที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โอ้...ของดีมีค่าที่มีอยู่ในตัวเรา ไม่ต้องเสียสตางค์ไปซื้อหาจากไหน ดีอย่างนี้แล้วทำไมเราถึงไม่ปลุก 'สติ' มาใช้งานอยู่บ่อยๆ ล่ะ เรียกให้มาประชิดอยู่คู่ตัว ... อืมมม เอาแบบอยู่ถาวรไปเลยน่าจะเป็นการดี


โอกาสของการได้ออกไปท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริปก็มาถึงอีกครั้ง ทริปนี้จะเรียกว่าเป็นทริปปลุกสติก็ได้นะคะ เพราะก๊วนเพื่อนชี้ชวนว่าจุดหมายคือวัด วัด วัด แล้วก็วัดอีกแล้ว ฉันน่ะชอบเที่ยววัดเป็นทุนเดิม ไปทีไรได้ข้อคิดดีๆ เพิ่มเติมใส่ชีวิตทู้กทีไป ไม่คิดจะอิดออด ชวนไปก็ไปไม่อิดเอื้อน คราวนี้เราเลยขับรถชิวๆ ไปที่วัดม่วง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ค่ะ ที่นี่นับเป็นตลาดนัดแห่งสติสำหรับฉัน เพราะวัดแห่งนี้มีทั้งความสงบและความสนุก

ที่ว่าสงบเพราะในวิหารแก้วนั้นสงบร่มเย็น ดึงใจให้นิ่งได้นานเชียว ที่ว่าสนุกก็เพราะตรงลานข้างๆ วิหารมีรูปปั้นเทวดาประจำราศีเกิด ประจำวันเกิด รวมทั้งมีรูปปั้นเปรตสูงชะลูด มีแดนนรกให้พ่อแม่ได้จูงลูกหลานมาพร่ำสอน ว่าถ้าลูกก่อกรรมทำชั่วนะลูกนะ ก็จะต้องไปชดใช้กรรมยังแดนนรกที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างที่เห็น

ส่วนที่เป็นไฮไลต์สำหรับวัดม่วง คือองค์พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ ซึ่งมีความสูงถึง 95 เมตร สร้างได้อย่างไรหากไร้ซึ่งความศรัทธา ที่น่าศรัทธาอีกอย่างคือแนวคิดที่มีการจัดสร้างคลังของเก่าโบร่ำโบราณ เก็บสะสมไว้เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้มาศึกษาหาความรู้ วัดแห่งนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างที่เป็นทั้งแหล่งปลุกสติ ปลุกความคิด และปลุกความรู้


ฉันชอบการออกทริปไปนอกเมืองก็เพราะอย่างนี้ ลีลาที่ซื่อๆ แต่งแต้มแบบพื้นถิ่น มันโดดและโดนใจดีค่ะ ดูอย่างของกินขึ้นชื่อของท้องถิ่นนั้นๆ สิคะ ฉันไปติดใจร้านก๋วยจั๊บข้างทางขากลับ เขาตั้งชื่อร้านว่า ก๋วยจั๊บแชมป์สุพรรณ สิ่งที่ติดใจมากกว่ารสชาติ คือรูปแบบการทำมาค้าขายของเขาค่ะ ดูเขาเนิบๆ ทำอย่างชำนาญ 'เนิบทำ' ไม่ได้หมายถึง 'เนิบช้า' นะคะ แต่เห็นวิถีของการทำมาค้าก๋วยจั๊บของเขาแล้ว ดูรื่นรมย์ทั้งคนกินคนขาย ก๋วยจั๊บใสถุงยังมัดปากถุงด้วยเชือกฟางเลย แม่ค้าวัยป้าแต่หน้าใสบอกฉันว่า "ใช้หนังยางรัดไม่เป็น ใช้ฟางรัดแบบเก่าถนัดกว่า" เห็นมั้ยคะว่าวิถีการใช้ชีวิตของคนนอกกรุง นอกจากจะใกล้ชิดกับธรรมชาติแท้ๆ แล้ว ยังดูเป็นธรรมชาติอีกด้วย
เพราะอย่างนี้ละมัง พวกเราถึงได้ชอบหนีกรุงพุ่งตัวออกนอกเมืองอยู่เรื่อยเชียว

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

ดอกไม้เมื่อยังสวย



สวยที่สุดของดอกไม้ คือตอนที่มันกำลังชูช่อสะพรั่งบานอยู่ใช่มั้ยคะจ้องดูอยู่ได้นานไม่รู้เบื่อ เพราะมันสะท้อนภาพความสวยงาม
ความสดชื่น เหมือนได้ดูงานศิลปะ พลังของความงามของดอกไม้จึงช่วยส่งต่อให้คนที่ได้สัมผัส ฟื้นคืนมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้

หันกลับมาดูตัวตนของเราบ้าง ความสดชื่น สดใส มิได้หยุดอยู่แค่วัยยังเอ๊าะนะคะ วัยที่บอกผ่านความเอ๊าะไปนาน ก็ยังประคองความสดชื่นสดใสให้อยู่คู่กับตัวเราได้ ขึ้นอยู่กับจิตใจภายในของเราต่างหาก อยู่ที่ว่าเราจะจัดระเบียบจิตใจของตัวเราเองให้สมดุลได้อย่างไร

ทำอย่างไรจึงไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ ที่ผันแปรรวดเร็ว วิ่งซนเป็นลิง ไม่เคยหยุดนิ่ง สิ่งที่จะควบคุมอารมณ์ของเราได้ คือใจที่ไม่อ่อนยวบ คือใจที่มีพลัง มีความเข้มแข็ง อารมณ์จะปรู๊ดปร๊าดไปทางไหน ก็ปลุกใจให้มีสติ ควบคุมอารมณ์ไว้ได้ทัน หากทำบ่อยๆ เดี๋ยวใจก็ตั้งมั่น แข็งแกร่งได้เอง


เมื่อสติอยู่กับตัว จะลงมือทำอะไร ทีนี้ก็ไม่ปรู๊ดปร๊าดแล้วละค่ะ อัตราเร่งถูกลดทอนลง ให้เวลากับสิ่งที่เราคิดอ่านหรือจะลงมือกระทำมากขึ้น สติมา ความตั้งใจเกิด แสงสว่างแห่งปัญญาก็วิบวับนำทางสว่างให้กับเราได้เมื่อปัญญาช่วยคลายปัญหาได้ ความไม่เคร่งเครียดก็ไม่เกาะกินตัว แล้วใจจะเหลืออะไร ...


ตอบได้เลยว่า ก็จะเหลือพื้นที่ให้ความสุขสงบมานอนเล่นไงคะ เมื่อความสดชื่นบรรทุกไว้เต็มใจ ความสดใสก็ตามมา

ไม่ว่าจะวัยไหน ดอกไม้ก็ยังบานสะพรั่งสะท้อนความสวยอยู่ได้เสมอ

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553

ช้าๆ ทำให้เกิด "สติงามๆ"

Slow Life โดย "ปวิตรา เกษมเนตร"

... กายเรา ใจเรา ที่ประกอบร่างเป็นตัวตน ต้องมีสติประกบอยู่ตลอดเวลา จึงจะคิดอ่านทำการใดได้อย่างงามๆ การลดสปีดตัวเองให้ช้าลงจะทำให้สมาธิค่อยๆ ปรากฏ และจากนั้นสติก็จะโผล่ตัวมาร่วมแจมด้วย

เมื่อก่อนตอนที่ยังใช้ชีวิตสปีดเร็ว วันหนึ่งต้องรีบร้อนทำงานให้เสร็จทันตามกำหนดเวลาทุกอย่างเร็วรี่ไปหมด เดินเร็วกินเร็ว หายใจเร็ว คิดเร็ว พูดเร็ว บางที่คิดปรู๊ดปร๊าดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่วาจาที่เอ่ยกลับตามไม่ทันความคิด ทำให้กลายเป็นคนสื่อสารไม่รู้เรื่อง ชอบขับรถหลงทางเพราะมัวแต่เอาใจคิดอย่างอื่นไปด้วย ฉันอ่านขาดตัวเองในประเด็นนี้ได้ก็ตอนมาใช้ชีวิตช้าๆ ที่แสนจะแช่มชื่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเริ่มมองเห็นว่า การใช้ชีวิตสปีดช้าก็สามารถไปถึงที่หมายได้ทันการเหมือนกัน สติมาปัญญาเกิด ชีวิตที่ดำเนินผ่านพ้นไปในรายวันของเรา จะฝ่าฝันดงอุปสรรคไปได้ก็ด้วยปัญญาซึ่งต้องพึ่งพาสติที่ตั้งมั่น

ชีวิตในวันนี้ของฉันจึงเรียกร้องหา "สติ" อยู่ตลอดเวลา


  • สติทำให้ฉันสื่อสารได้ใจความในประโยคสั้นๆ ไม่ต้องร่ายยาวชักแม่น้ำทั้งห้าเหมือนเมื่อก่อน

  • สติทำให้ฉันขับรถไม่หลงทิศ ไปถึงที่หมายถูกทาง เพราะไม่อาศัยสัญชาตญาณพาไป แต่ใช้สมองนำทางถึงจุดหมาย ไร้ซึ่งอุบัติเหตุเฉี่ยวชน ไร้ซึ่งความหงุดหงิด

  • สติทำให้ฉันยั้งใจ นับหนึ่งถึงสิบเลยไปถึงหลักร้อยก็ได้ โดยไม่ออกอาการวี้ดว้ายปรี๊ดแตกกับปัญหาที่โถมใส่

  • สติทำให้ฉันได้คิด เมื่อคิดได้ก็มองโลกในแง่บวกมากขึ้น

  • สติทำให้ฉันกลับลำมาใช้ชีวิตช้าๆ งามๆ แทนที่ชีวิตด่วน ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ

  • สติทำให้ฉันมีความสุขกับชีวิตที่รู้จักพอ


... สติมา ปัญญาเกิด